วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เริ่มเยี่ยมแคร์ อธิษฐานสถาปนาแคร์
อาทิตย์นี้แล้วจะเริ่มไปเยี่ยมแคร์ต่างๆ และอธิษฐานขอพระเจ้าสถาปนาแคร์ที่นั่น เป็นแคร์แห่งพระพร การเสริมสร้าง แคร์ประกาศ แคร์อภิบาล แคร์ผู้ปลอบประโลม ฯลฯ ขอพระเจ้าทรงเจิมแคร์ต่างๆเพื่อเป็นความหวังสำหรับคนกรุงเทพฯ ไปที่ไหนมาแล้วจะพยายามถ่ายภาพมาลงไว้ที่facebookครับ ชื่อผมในfacebook คือ Paul P Wittayaครับ และอีเมล์ที่ใช้คือ paul2020@windowslive.comครับ
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553
แนวคิดและไอเดียที่จะทำ
วันนี้มานั่งบันทึกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และสิ่งที่จะเกิดต่อไปในอนาคต ถ้าเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ก็ขอพระองค์ประทานความสำเร็จให้
ก่อนผมจะรับหน้าที่นี้ พระเจ้าได้ใส่ความคิดเรื่องการเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปี09แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดว่า คิดอย่างนี้ได้ไง นี่ไม่ได้มาจากพระเจ้า แล้วผมก็อธิษฐานในนามพระเยซูขับไล่ความคิดนี้ไป อธิษฐานเท่าไรความคิดนี้ก็ไม่ยอมไป ก็เลยจดความคิดที่คิดจะทำเก็บเอาไว้ และไม่ได้บอกใครแม้แต่ภรรยา จนกระทั่งปลายเดือนธันวาคมถึงเปิดเผยความคิดนี้ให้ทราบ สิ่งที่ผมถูกผีมารซาตานโจมตีตอนต้นเดือนธันวาคม ดังได้เล่าไว้ในบล็อกที่ผมเขียนเรื่องพระวจนะนั้น พี่น้องคนหนึ่งในคริสตจักรบอกว่า ไม่ใช่เพราะเรื่องงานชนเผ่าที่ไปประกาศแน่ เพราะถ้าเป็นเพียงเรื่องการประกาศในงานชนเผ่าแค่นั้น ผีมารคงไม่เล่นงานหมายเอาชีวิตเป็นแน่ ต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็ได้แก่เรื่องการมารับบทบาทหน้าที่ในคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ
ก่อนมาทำหน้าที่เต็มตัว พระเจ้าก็ให้ความคิด คำจากพระคัมภีร์ และเมื่อมารับหน้าที่เต็มตัวแล้วก็มีความคิดเริ่มต้นจากการพาสมาชิกให้อธิษฐานอดอาหารแสวงหาพระเจ้าสำหรับคริสตจักร ตามมาด้วยการทำงานบริหารด้วยของประทานทั้งห้า
เริ่มจากผู้ประกาศ เริ่มฝึกสมาชิกให้ชักชวนคนมาเชื่อพระเจ้าที่คริสตจักร ประจวบเหมาะกับมีงานอีสเตอร์ และวิทยากรในค่ายก็มีของประทานผู้ประกาศด้วย จึงไหลมาตามกระแสนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญเป็นแน่ นี่เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้า อันดับต่อไปคือฝึกให้สมาชิกประกาศ เป็นพยานง่ายๆ โดยใช้สื่อคือใบปลิวคำพยาน ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ทำจริงจังนัก แต่พูดไปบ้างแล้ว และสุดท้ายฝึกสมาชิกให้นำรับเชื่อเป็น ไม่เพียงรอพาคนมาคริสตจักรเท่านั้น พระเจ้าบอกผมให้จุดไฟในการประกาศ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งไฟลุกท่วมโบสถ์ และกระจายออกไปภายนอกด้วย นี่คือไฟการฟื้นฟูเรื่องการประกาศ
ต่อมาที่พระเจ้าใส่ความคิดไว้ให้ทำคือเรื่องแคร์ จุดไฟให้ติดในแคร์แต่ละแคร์ และเตรียมแคร์ไว้เป็นทีมผู้ปลอบประโลมใจ ทีมประกาศ ทีมอภิบาล ฝึกและให้ความสำคัญกับกลุ่มแคร์ให้มีการเคลื่อนไหวของพระเจ้าในแต่ละแคร์ ให้มีหมายสำคัญการอัศจรรย์เกิดขึ้นโดยพระคุณพระเจ้า
ครับ ที่เล่าให้ฟังนี้ก็เป็นเรื่องหลักๆใหญ่ๆ เรื่องรองๆลงไปย่อยๆ ก็มีอีกหลายสิ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งคงจะไม่เล่าให้ฟังละครับ เรื่องการจัดสายการปกครองในคริสตจักร เรื่องการทำงานเป็นทีมผู้นำในระดับต่างๆ เรื่องการทำงานพันธกิจ เรื่องช่วงเวลาในการทำงานช่วงต่างๆ เรื่องการฝึกและสร้างสมาชิกไปสู่ความไพบูลย์ในองค์พระเยซูคริสต์ และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ครับ ก็คงค่อยๆทำไป โดยพระคุณพระเจ้าและขอให้ทุกสิ่งที่ตั้งใจทำเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าครับ
ก่อนผมจะรับหน้าที่นี้ พระเจ้าได้ใส่ความคิดเรื่องการเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปี09แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดว่า คิดอย่างนี้ได้ไง นี่ไม่ได้มาจากพระเจ้า แล้วผมก็อธิษฐานในนามพระเยซูขับไล่ความคิดนี้ไป อธิษฐานเท่าไรความคิดนี้ก็ไม่ยอมไป ก็เลยจดความคิดที่คิดจะทำเก็บเอาไว้ และไม่ได้บอกใครแม้แต่ภรรยา จนกระทั่งปลายเดือนธันวาคมถึงเปิดเผยความคิดนี้ให้ทราบ สิ่งที่ผมถูกผีมารซาตานโจมตีตอนต้นเดือนธันวาคม ดังได้เล่าไว้ในบล็อกที่ผมเขียนเรื่องพระวจนะนั้น พี่น้องคนหนึ่งในคริสตจักรบอกว่า ไม่ใช่เพราะเรื่องงานชนเผ่าที่ไปประกาศแน่ เพราะถ้าเป็นเพียงเรื่องการประกาศในงานชนเผ่าแค่นั้น ผีมารคงไม่เล่นงานหมายเอาชีวิตเป็นแน่ ต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็ได้แก่เรื่องการมารับบทบาทหน้าที่ในคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ
ก่อนมาทำหน้าที่เต็มตัว พระเจ้าก็ให้ความคิด คำจากพระคัมภีร์ และเมื่อมารับหน้าที่เต็มตัวแล้วก็มีความคิดเริ่มต้นจากการพาสมาชิกให้อธิษฐานอดอาหารแสวงหาพระเจ้าสำหรับคริสตจักร ตามมาด้วยการทำงานบริหารด้วยของประทานทั้งห้า
เริ่มจากผู้ประกาศ เริ่มฝึกสมาชิกให้ชักชวนคนมาเชื่อพระเจ้าที่คริสตจักร ประจวบเหมาะกับมีงานอีสเตอร์ และวิทยากรในค่ายก็มีของประทานผู้ประกาศด้วย จึงไหลมาตามกระแสนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญเป็นแน่ นี่เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้า อันดับต่อไปคือฝึกให้สมาชิกประกาศ เป็นพยานง่ายๆ โดยใช้สื่อคือใบปลิวคำพยาน ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ทำจริงจังนัก แต่พูดไปบ้างแล้ว และสุดท้ายฝึกสมาชิกให้นำรับเชื่อเป็น ไม่เพียงรอพาคนมาคริสตจักรเท่านั้น พระเจ้าบอกผมให้จุดไฟในการประกาศ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งไฟลุกท่วมโบสถ์ และกระจายออกไปภายนอกด้วย นี่คือไฟการฟื้นฟูเรื่องการประกาศ
ต่อมาที่พระเจ้าใส่ความคิดไว้ให้ทำคือเรื่องแคร์ จุดไฟให้ติดในแคร์แต่ละแคร์ และเตรียมแคร์ไว้เป็นทีมผู้ปลอบประโลมใจ ทีมประกาศ ทีมอภิบาล ฝึกและให้ความสำคัญกับกลุ่มแคร์ให้มีการเคลื่อนไหวของพระเจ้าในแต่ละแคร์ ให้มีหมายสำคัญการอัศจรรย์เกิดขึ้นโดยพระคุณพระเจ้า
ครับ ที่เล่าให้ฟังนี้ก็เป็นเรื่องหลักๆใหญ่ๆ เรื่องรองๆลงไปย่อยๆ ก็มีอีกหลายสิ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งคงจะไม่เล่าให้ฟังละครับ เรื่องการจัดสายการปกครองในคริสตจักร เรื่องการทำงานเป็นทีมผู้นำในระดับต่างๆ เรื่องการทำงานพันธกิจ เรื่องช่วงเวลาในการทำงานช่วงต่างๆ เรื่องการฝึกและสร้างสมาชิกไปสู่ความไพบูลย์ในองค์พระเยซูคริสต์ และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ครับ ก็คงค่อยๆทำไป โดยพระคุณพระเจ้าและขอให้ทุกสิ่งที่ตั้งใจทำเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าครับ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553
ผู้ประกาศ
คำนี้มีเพียงแค่สามครั้งเองในพระคัมภีร์ ในกิจการ ในเอเฟซัส และ 2ทิโมธี
G2099 εὐαγγελιστής euaggelistes (yoo-ang-ghel-is-tace') n.
1. a proclaimer of the good news of redemption through Jesus (i.e. proclaimer of the gospel of Jesus)
[from G2097]
KJV: evangelist
ผู้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งการไถ่ของพระเยซูคริสต์
เมื่อดูจาก G2097 มีการกล่าวถึงคำนี้ในหลายที่ เช่น การที่พระกิตติคุณถูกเทศนาออกไป และหลายๆข้อก็บอกถึงการเทศนา เช่นการเทศนาถึงแผ่นดินของพระเจ้า เป็นการเทศนาข่าวประเสริฐ
G2097 εὐαγγελίζω euaggelizo (yoo-ang-ghel-id'-zo) v.
1. to bring good news
2. "evangelize"
3. (especially) to proclaim the good news of redemption through Jesus (i.e. the gospel)
คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศ จะมีความกล้าหาญในการประกาศพระนามพระเจ้า ไม่อาย ไม่กลัว และมีใจหิวกระหายที่จะให้พระวจนะของพระเจ้า ข่าวประเสริฐได้ลงไปในใจคน เขามีความสามารถในการคุยกับคน ให้พระเจ้าเปิดใจคนมาถึงพระกิตติคุณของพระเจ้า ของประทานผู้ประกาศนี้มาควบคู่กับหมายสำคัญการอัศจรรย์เพื่อรับรองสิ่งที่เขาประกาศ
ขอยกข้อพระคัมภีร์ที่ผมชอบมากสำหรับเรื่องการประกาศ ได้แก่ มาระโก 16:15-20
15 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน
16 ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ
17 มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ
18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"
19 ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
20 พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และพระเป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขาและทรงสนับสนุนคำสอนของเขา โดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น
ทุกคนทำนะครับ ไม่มีข้อยกเว้นว่าจะมีของประทานผู้ประกาศหรือไม่มี เป็นคำสั่งที่พระเยซูให้ไว้กับสาวกของพระองค์ทุกคน สิ่งที่มาควบคู่กันกับการออกไปประกาศของพวกเขาคือหมายสำคัญ เราต้องขอพระเจ้าช่วยให้คนทั้งหลายมีใจเชื่อ เพราะนั่นเป็นกุญแจสำคัญไปสู่หมายสำคัญการอัศจรรย์ เขาจะเชื่อได้ เขาต้องได้ยินพระกิตติคุณที่เสริมสร้างความเชื่อเขา หรือได้ยินคำพยาน ซึ่งบางคำพยานจะไปตรงกับประสพการณ์ที่เขาคนนั้นเผชิญอยู่ เขาจะเปิดใจออก ต้อนรับพระเยซู และมีใจเชื่อพร้อมจะเห็นหมายสำคัญเกิดขึ้นกับคนนั้น
ผมจำได้สำหรับครั้งแรกในชีวิตของผมที่อธิษฐานเผื่อขอพระเจ้าช่วยให้คนหายโรค นั่นคือลูกตัวเล็กๆของคนทำความสะอาดในคริสตจักรที่ผมเป็นสมาชิกสมัยก่อน เด็กหกล้มปากกระแทกพื้นเลือดกลบปาก ฟันหัก ร้องไห้ใหญ่เลย ตอนผมเข้าไปในคริสตจักร ผมรับฟังสิ่งที่แม่เขาบอกเกี่ยวกับลูก แล้วผมก็เดินกำลังออกไปจากโบสถ์ มีเสียงเข้ามาในใจให้กลับไปอธิษฐานเผื่อเด็กคนนั้น ผมก็กลับไปและอธิษฐานเผื่อ เมื่ออธิษฐานเสร็จผมก็เข้าไปในห้องคุกเข่าอธิษฐานซ้ำไปซ้ำมาว่าขอพระเจ้าช่วยรักษาเด็กคนนี้ด้วย เนื่องด้วยผมไม่มีความเชื่อ จึงอธิษฐานซ้ำซากเหมือนคนต่างชาติในพระคัมภีร์ อธิษฐานอยู่ยาวนาน จนกระทั่งพอสบายใจบ้างแล้วว่าพระเจ้าจะฟัง จึงได้กลับ วันรุ่งขึ้นผมมาที่นั่นอีก พบแม่ของเด็กบอกว่าขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อคืนเด็กหลับสบายได้ ไม่กวนเลย ผมมีความเชื่อขึ้นมาทันที ขอบคุณพระเจ้า หลังจากวันนั้น เมื่อเป็นพยานกับใคร ก็จะท้าชวนให้เชื่อพระเจ้าและอธิษฐานเพื่อจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์
หลังจากวันนั้น ไปพบนักเรียนคนหนึ่งที่เชียงใหม่ มีพ่อป่วยอยู่ต่างอำเภอ ผมก็ท้าทายเขาว่า เชื่อไหมว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระเจ้าสามารถรักษาพ่อของน้องได้ วันนั้นอธิษฐานด้วยกันขอพระเจ้าไปทำการรักษาพ่อของเขาที่ต่างอำเภอ หลังจากนั้นได้พบน้องคนนี้อีก และทราบว่าพ่อเขาหายโรคจริงๆ ยิ่งมีความเชื่อเข้าไปใหญ่
อีกครั้งหนึ่ง ไปประกาศกับพี่น้องชนเผ่าที่อยู่บนดอยที่อำเภออมก๋อย ไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่นั่น กำลังนั่งดีดกีต้าร์อยู่ ก็มีคนเอาลูกที่หูหนวกมาให้วางมือ ผมก็หันไปคุยกับลูกเขา คุยกันไม่ได้ ไม่ได้ยิน ทราบจากแม่เขาว่าเพิ่งมาหูหนวกเอาภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด ผมก็บอกแม่เขาว่า แม่ต้องเชื่อแทนลูกนะ เพราะลูกเขาไม่ได้ยินอะไร พระคัมภีร์บอกว่าเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง เชื่อไหมว่าพระเจ้าสามารถรักษาเด็กคนนี้ได้ เชื่อไหมว่าพระเจ้าสามารถรักษาให้หายได้เดี๋ยวนี้ แล้วผมก็หันไปทำท่าทางภาษาใบ้บอกเด็กว่าพระเยซูรักหนู พระเยซูต้องการช่วยหนู นึกถึงพระเยซูที่ตายบนไม้กางเขนเอาไว้ แล้วผมก็บอกให้แม่เขาเอานิ้วแยงเข้าไปที่หูข้างหนึ่ง ส่วนผมแยงเข้าไปที่หูอีกข้างหนึ่ง แล้วก็เริ่มต้นอธิษฐาน พออธิษฐานเสร็จ ก็ดีดนิ้วที่ข้างหูเด็ก เด็กก็พนักหน้าว่าได้ยิน ผมก็เดินห่างออกไป แล้วดีดนิ้วอีก เด็กก็พยักหน้าบอกว่าได้ยิน ผมก็เดินออกไปห่างไกลออกไปอีกแล้วตบมือ เด็กก็พยักหน้า ขอบคุณพระเจ้า พระเยซูรักษาเด็กคนนั้น สิ่งนี้ก็นำความยินดีมาสู่หมู่บ้านนั้นครับ วันรุ่งขึ้นมีคนมากันอีกเต็มไปหมดขอให้อธิษฐานเผื่อโรคภัยไข้เจ็บของเขา
ในอำเภอนี้ผมได้เดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่งด้วยได้ยินว่ามีคนเจ็บป่วยอยู่ จึงไปหาเขา พบว่าคนนี้ถูกผีเข้า อธิษฐานวางมือเท่าไร ผีก็ไม่ออก อธิษฐานอยู่เป็นนาน ทำอย่างไรดี แล้วก็เกิดความคิดว่า จะอ่านพระคัมภีร์ให้เขาฟัง ก็เลยบอกให้คนอ่านพระคัมภีร์ภาษาของพวกเขา ให้คนๆนี้ฟัง อ่านตอนไหนก็ได้ อ่านไปเรื่อยๆ เพราะผมเชื่อว่าพระคัมภีร์มีฤทธิ์เดช เมื่อเขาอ่าน คนที่ถูกผีสิงนั้นก็ได้ฟังพระวจนะไปเรื่อยๆ ทีละบท ๆ ได้ผลแฮะ ผมคิด เขาค่อยๆผ่อนคลายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกตัวดี แล้วจึงได้อธิษฐานเผื่อเขาอีกครั้งหนึ่ง
นี่ก็เป็นเรื่องการประกาศส่วนตัว สำหรับการประกาศกลางแจ้ง ได้เริ่มต้นเทศนาครั้งแรก ไม่มีคนเชื่อเลย อาจารย์ที่ดูแลผมสมัยนั้นได้หนุนใจให้ทำต่อไป ครั้งต่อมาได้ประกาศอีก ผมประหลาดใจมาก เทศนายังไม่ทันจบเลย คนยกมือกันขอเชื่อเต็มไปหมดเลย นี่ก็เป็นสิ่งที่หนุนใจว่า อย่าท้อถอย แม้ครั้งแรกทำสิ่งใดไม่สำเร็จ ทำต่อไป
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
ศิษยาภิบาล
ศิษยาภิบาล pastors
ต่อไปนี้ เราก็เริ่มต้นมาศึกษาจากของประทานแต่ละด้าน คำว่า ศิษยาภิบาล = ผู้เลี้ยง เห็นท่านต่างๆที่เคยมาสอนหรือแบ่งปันบอกว่ามีครั้งเดียวคำว่าศิษยาภิบาล ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นก็จริง แต่ลองจินตนาการดูนะครับ เวลาผู้เขียนพระคัมภีร์เขียนถึงใคร เขาเขียนเป็นภาษากรีก และคนอ่านก็อ่านจากภาษากรีกนั้น ดังนั้นแล้วเขาจะเข้าใจไหมว่า poimenคำนี้เป็นpastors poimenคำนี้เป็นshepherd ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ ในภาษากรีกคือคำเดียวกัน มีปรากฏในหลายที่ซึ่งนั่นก็คือชีวิตของพระเยซูคริสต์ ผู้เลี้ยงทำอะไร มีลักษณะอย่างไร เราสังเกตุได้จากพระคัมภีร์
โดยสรุป poimen คือผู้เลี้ยง เหมือนผู้เลี้ยงที่ดูแลฝูงแกะ คอยปกป้องฝูงแกะจากสุนัขป่า คอยประคบประหงมเยียวยาบาดแผลให้ คอยนำฝูงแกะไปที่ทุ่งหญ้าเขียวสด คอยพาฝูงแกะกลับไปเข้าคอกแกะ คอยเฝ้าดูแลแกะอยู่ในตอนกลางคืน คอยส่งเสียงเรียกฝูงแกะ คอยนำไม่ให้แกะหลงทาง ดูแลอย่างดีจนแกะฝูงนั้นอ้วนพีอุดมสมบูรณ์
G4166 ποιμήν poimen (poy-mayn') n.
1. a shepherd
เราเห็นคำนี้ poimen ในพระคัมภีร์ตอนต่างๆ เช่น
ศิษยาภิบาลมีของประทาน แยกแยะ สังเกตุวิญญาณ เพื่อแยกแพะออกจากแกะ มธ.25:32
32 บรรดาประชาชาติต่างๆจะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ
ศิษยาภิบาลมีความเมตตาสงสาร มธ.9:36
36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง
ศิษยาภิบาลมีความปรารถนาเลี้ยงดูสั่งสอนฝูงแกะ มก.6:34
34 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ และพระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง พระองค์จึงทรงสั่งสอนเขาเป็นหลายข้อหลายประการ
ศิษยาภิบาลเป็นผู้เลี้ยง ย่อมเข้าทางประตู ไม่ใช่ปีนรั้วเข้าไป เป็นผู้เลี้ยงไม่ใช่สุนัขป่า ยน.10:2
2 แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ
ผู้เลี้ยงที่ดีให้ชีวิตของตนเองเพื่อฝูงแกะ ยน.10:11
11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
ผู้เลี้ยงรู้จักแกะของตน ยน.10:14
14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา
ผู้ดูแลจิตวิญญาณของเรา 1ปต.2:25
25 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นเหมือนแกะที่พลัดฝูงไป แต่บัดนี้ได้กลับมาหาพระผู้เลี้ยงและผู้พิทักษ์วิญญาณจิตของท่านทั้งหลายแล้ว
ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไปเก็บมาได้จากที่ต่างๆมาเล่าให้พวกเราฟัง เขาบอกว่าโดยปกติแกะฝูงหนึ่ง จะมีแกะที่เป็นตัวนำฝูงอยู่สองสามตัว มันก็จะออกพาเดินไปตามที่ต่างๆ และแกะก็ชอบเปลี่ยนที่กินอาหารเสียด้วยตามพฤติกรรมธรรมชาติของมัน เหนื่อยสำหรับผู้ดูแลแกะที่ต้องวิ่งตามแกะให้ทัน เมื่อหัวขบวนไปทางไหน แกะทั้งฝูงก็จะวิ่งออกไปตามๆกัน เขาบอกว่าในการดูแลฝูงแกะนั้น จะมีบางตัวชอบแตกแถว บางตัวก็ไม่ชอบรวมกลุ่ม และสำหรับแกะที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่แข็งแรง เมื่อไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ก็อาจถูกสุนัขแถวนั้นกัดตายได้ (ข้อมูลจากบ้านแกะ อ.สูงเนิน โคราช)
ต่อไปนี้ เราก็เริ่มต้นมาศึกษาจากของประทานแต่ละด้าน คำว่า ศิษยาภิบาล = ผู้เลี้ยง เห็นท่านต่างๆที่เคยมาสอนหรือแบ่งปันบอกว่ามีครั้งเดียวคำว่าศิษยาภิบาล ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นก็จริง แต่ลองจินตนาการดูนะครับ เวลาผู้เขียนพระคัมภีร์เขียนถึงใคร เขาเขียนเป็นภาษากรีก และคนอ่านก็อ่านจากภาษากรีกนั้น ดังนั้นแล้วเขาจะเข้าใจไหมว่า poimenคำนี้เป็นpastors poimenคำนี้เป็นshepherd ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ ในภาษากรีกคือคำเดียวกัน มีปรากฏในหลายที่ซึ่งนั่นก็คือชีวิตของพระเยซูคริสต์ ผู้เลี้ยงทำอะไร มีลักษณะอย่างไร เราสังเกตุได้จากพระคัมภีร์
โดยสรุป poimen คือผู้เลี้ยง เหมือนผู้เลี้ยงที่ดูแลฝูงแกะ คอยปกป้องฝูงแกะจากสุนัขป่า คอยประคบประหงมเยียวยาบาดแผลให้ คอยนำฝูงแกะไปที่ทุ่งหญ้าเขียวสด คอยพาฝูงแกะกลับไปเข้าคอกแกะ คอยเฝ้าดูแลแกะอยู่ในตอนกลางคืน คอยส่งเสียงเรียกฝูงแกะ คอยนำไม่ให้แกะหลงทาง ดูแลอย่างดีจนแกะฝูงนั้นอ้วนพีอุดมสมบูรณ์
G4166 ποιμήν poimen (poy-mayn') n.
1. a shepherd
เราเห็นคำนี้ poimen ในพระคัมภีร์ตอนต่างๆ เช่น
ศิษยาภิบาลมีของประทาน แยกแยะ สังเกตุวิญญาณ เพื่อแยกแพะออกจากแกะ มธ.25:32
32 บรรดาประชาชาติต่างๆจะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ
ศิษยาภิบาลมีความเมตตาสงสาร มธ.9:36
36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง
ศิษยาภิบาลมีความปรารถนาเลี้ยงดูสั่งสอนฝูงแกะ มก.6:34
34 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ และพระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง พระองค์จึงทรงสั่งสอนเขาเป็นหลายข้อหลายประการ
ศิษยาภิบาลเป็นผู้เลี้ยง ย่อมเข้าทางประตู ไม่ใช่ปีนรั้วเข้าไป เป็นผู้เลี้ยงไม่ใช่สุนัขป่า ยน.10:2
2 แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ
ผู้เลี้ยงที่ดีให้ชีวิตของตนเองเพื่อฝูงแกะ ยน.10:11
11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
ผู้เลี้ยงรู้จักแกะของตน ยน.10:14
14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา
ผู้ดูแลจิตวิญญาณของเรา 1ปต.2:25
25 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นเหมือนแกะที่พลัดฝูงไป แต่บัดนี้ได้กลับมาหาพระผู้เลี้ยงและผู้พิทักษ์วิญญาณจิตของท่านทั้งหลายแล้ว
ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไปเก็บมาได้จากที่ต่างๆมาเล่าให้พวกเราฟัง เขาบอกว่าโดยปกติแกะฝูงหนึ่ง จะมีแกะที่เป็นตัวนำฝูงอยู่สองสามตัว มันก็จะออกพาเดินไปตามที่ต่างๆ และแกะก็ชอบเปลี่ยนที่กินอาหารเสียด้วยตามพฤติกรรมธรรมชาติของมัน เหนื่อยสำหรับผู้ดูแลแกะที่ต้องวิ่งตามแกะให้ทัน เมื่อหัวขบวนไปทางไหน แกะทั้งฝูงก็จะวิ่งออกไปตามๆกัน เขาบอกว่าในการดูแลฝูงแกะนั้น จะมีบางตัวชอบแตกแถว บางตัวก็ไม่ชอบรวมกลุ่ม และสำหรับแกะที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่แข็งแรง เมื่อไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ก็อาจถูกสุนัขแถวนั้นกัดตายได้ (ข้อมูลจากบ้านแกะ อ.สูงเนิน โคราช)
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
ประสบการณ์ต่างประเทศครั้งแรกสำหรับปี 2010
ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ในแต่ละวันและว่าจะส่งลงblogเพราะเห็นที่โรงแรมมีเน็ต แต่ว่าเมื่อเข้าไปพบว่าอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะด้านการสื่อสารเช่น การเขียนอีเมล์ , การเขียนblog ฯลฯ ถูกบล็อคเอาไว้ ทำให้ข้าพเจ้าต้องบันทึกเก็บไว้ และมาส่ง เมื่อกลับมาเมืองไทยดังข้างล่าง
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันนี้ได้มาทำพันธกิจที่MM ที่นี่คงเป็นที่แรก และคงเป็นที่เดียวสำหรับปีนี้ เนื่องจากเรายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำที่กทม. ดังนั้นการเดินทางไปทำอะไรที่ต่างประเทศคงเป็นเรื่องที่จะทำในปีหน้าเป็นต้นไป วันนี้ระหว่างรอขึ้นเครื่องก็ได้บันทึกความคิดเรื่องต่างๆเอาไว้ ว่ายังมีคนอีกมากมายเหลือเกินที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ เห็นคนเดินไปเดินมาชาติต่างๆที่สนามบิน ก็ไม่ทราบว่ามีกี่มากน้อยที่จะแสวงหาพระเจ้า ไม่เห็นห้องอธิษฐานเหมือนในบางศาสนา เมื่อมาดูประเทศไทยก็มีคนไทยมากมายเหลือเกิน รอให้เราไปทำการประกาศข่าวประเสริฐ 60 กว่าล้านคน ข้าพเจ้าคงอธิษฐานและอธิษฐานที่จะเห็นคนไทยมากมายมาหาพระเจ้าเหมือนในวันนี้ที่เราได้ชมHope TVไป
เมื่อมาถึงสนามบินMM เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนามากขึ้น คงเพื่อต้อนรับชาวต่างประเทศที่มาเยือนประเทศ เมื่อก่อนสนามบินโทรม ไฟดับเป็นระยะ จะเข้าประเทศก็ต้องแลกเงินกำหนดจำนวนไม่ต่ำกว่าเท่าที่กำหนด จะเข้าห้องน้ำทีก็มีคนตามมาคอยเก็บเงิน ฯลฯ เดี๋ยวนี้อาคารสนามบินใหม่ ทันสมัย มีท่าเทียบเครื่องบิน ไม่บังคับแลกเงินของเขาแล้ว ฯลฯ อะไรอะไรก็เปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้แข่งขันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันนี้มาเช็คเน็ตเพราะเห็นที่โรงแรมมีไวร์เลส แต่พบว่าไม่สามารถเช็คอีเมล์ใดได้ จะส่งบทความในblog ก็ไม่สามารถส่งได้ อะไรที่เป็นด้านการสื่อสารดูจะถูกกันไว้หมด เมื่อผมเดินทางไปค่าย อ.ราชกิจก็ชี้ให้ผมดู เดี๋ยวนี้คนในประเทศนี้ใส่กางเกงกันมากขึ้น โลกเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ในโลกก็ค่อยๆซึมเข้ามาในประเทศนี้ ไม่สามารถป้องกันได้หมด นี่ผมคิดอย่างนี้ เหมือนกัน ในคริสตจักรก็เช่นกัน เราจะปิดคริสตจักรไม่รับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆคงไม่ได้ อย่างไรแล้ว สิ่งนั้นก็คงไหลเข้ามาในคริสตจักรได้อยู่ดี แต่สิ่งที่เราทำได้คือสั่งสอนแบ่งปันหลักพระวจนะที่ครบถ้วน ถูกต้อง ให้กับสมาชิกได้ทราบ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมคิดจะทำ ผมมีเวทีการสื่อสารอยู่แล้วนั่นคือในการเทศนา นอกจากนั้นก็คือการประชุมหัวหน้าแคร์ การประชุมผู้นำอภิบาล การประชุมกับทีมงานด้านต่างๆ Hope TV ฯลฯ
สำหรับในค่ายนี้ ก็ไปใช้ในโรงเรียนพระคัมภีร์กัน แปลกไหม! ผมคิด.... อยู่ในประเทศที่ถูกปิดกั้นด้านต่างๆ ความเจริญของประเทศน้อยกว่าประเทศเราแบบเทียบกันไม่ได้ ฯลฯ แต่ว่า... คริสเตียนมากกว่าประเทศเรา เป็นเพราะเหตุอะไรกัน บางทีถ้าพี่น้องมีคำตอบ แบ่งปันให้พวกเราได้ข้อคิดก็ดีครับ
เหมือนเช่นเคยที่ได้เคยมา ได้สอนสำหรับที่นี่ ซึ่งก็เป็นการเริ่มต้นงานใหม่เช่นกัน เพียงแต่ว่าที่นี่เริ่มมาได้หนึ่งปีแล้ว และคนนำก็เป็นคนใหม่ ผมมาที่นี่ก็ได้วางมืออธิษฐานเจิมผู้นำไว้สำหรับการนำคริสตจักรต่อไป เช่นเคย อาหารอร่อยมาก ทุกครั้งที่มา ถ้าไม่ระวัง กลับไปน้ำหนักเพิ่มครับ สำหรับที่นี่เขาบอกว่าเขาจะไปเยี่ยมตองจีกัน เป็นเมืองอยู่บนภูเขาสูง ไม่เหมือนที่ใดใดในประเทศนี้.. สวมเสื้อหนาวกันตลอดเวลา แหม! ชักอยากไปบ้างซะแล้วสิ เดี๋ยวขอเวลาสร้างกรุงเทพฯให้แข็งแรงก่อน อนาคตถ้าพระเจ้าทรงนำ ได้มาร่วมทริปแน่ ผมจะชวนพี่น้องประเทศไทยมาด้วย ใครอยากมา เก็บเงินร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทั้งได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนบ้านเรา ทั้งได้รับประทานอาหารที่ไม่เหมือนบ้านเรา ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้สนับสนุนพี่น้อง ได้เป็นกำลังใจให้พวกเขา ฯลฯ เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักเริ่มฝัน ฝันเรื่องไปตั้งคริสตจักรในต่างประเทศ แล้วก็จัดทริปชวนคนไทยไปเยี่ยมเยียนพวกเขาในประเทศต่างๆด้วยกัน ใครไปมาก็เล่าประสบการณ์การไปเยี่ยมเขียนลงบล็อกตนเอง เป็นไงครับ
มานี่ ก็ได้ฝันหลายอย่างครับ ฝันว่าจะทำอะไรบ้างในกรุงเทพฯ ฝันแล้วก็ต้องฝากไว้กับพระเจ้าเพื่อความฝันนั้นจะได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา พรุ่งนี้คงมีเวลาฝันหรือใคร่ครวญเรื่องต่างๆได้มากขึ้นครับ เพราะพรุ่งนี้ผมไม่ได้ไปที่ค่าย จะได้มีเวลาคิดใคร่ครวญเรื่องต่างๆ รวมทั้งเขียนพระวจนะเตรียมลงบล็อกด้วย
สำหรับคืนนี้ได้เทศนาฟื้นฟู สิ่งที่ทำให้รู้ว่าพระเจ้ามาเยี่ยมเยียนพวกเขา และอยู่ด้วยกับพวกเขาคือพระสิริของพระเจ้าครับ เห็นที่MM เหมือนกับที่ผมเห็นที่ประเทศไทยเลย พระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระเจ้ารักพวกเขาและอยู่ด้วยกับพวกเขาจริงๆ ขอให้การมาที่นี่ของพวกเรา เป็นที่หนุนจิตชูใจ ให้คริสตจักรพระเยซูเข้มแข็งและปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าต่อไป
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันนี้ไม่ได้ไปไหน ได้ใช้เวลาอดอาหารอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าสำหรับคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ สำหรับประเทศไทยและคนต่างๆ ผมอธิษฐานเผื่อคริสตจักรอย่างนี้ด้วยว่า ขอพระเจ้าประทานความสุขให้กับสมาชิกทุกคน ให้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบิกบานออกมาจากใจ ให้คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯเติบโตขึ้นมาใหม่บนรากฐานแห่งพระวจนะพระเจ้า และบนรากฐานแห่งของประทานของพระเยซูคริสต์ทั้งห้า นอกจากนั้นก็เตรียมเรื่องเพื่อเขียนในบล็อกทั้งบล็อกการรับใช้และบล็อกพระวจนะ สำหรับการรับใช้ วันนี้ก็กระจ่างแจ้งสำหรับเรื่องของประทาน คงจะได้มาแบ่งปันต่อไป ส่วนเรื่องพระวจนะที่จะเขียนในวันเสาร์นี้ ก็ยังเป็นความสงสัยอยู่ที่ต้องถามพระเจ้าก่อนที่จะนำมาแบ่งปัน
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ วันนี้ได้ไปสอนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินทางกลับไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน ระหว่างทางไปก็แวะชมโครงการเนอสเซอรี่ของที่นี่ซึ่งกำลังจะเปิดใช้งานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เสร็จเขาก็พาไปแวะทานอาหารเที่ยง ซึ่งในรายการที่สั่งมาไม่มีเมนูอาหารMMสักจาน มีแต่อาหารจีน อาหารไทย ผมชอบอาหารที่นี่ครับ ถ้ามาต่างแดนผมชอบรับประทานอาหารบ้านเขามากกว่า เพราะหารับประทานไม่ได้ในประเทศเรา และสำหรับอาหารที่นี่ก็อร่อยซะด้วยสิ....
สุดท้ายก็มานั่งรอขึ้นเครื่อง และเขียนบทความนี้เป็นครั้งสุดท้ายนี่แหละครับ การเข้ามาที่สนามบินที่นี่ก็แสนง่าย ไม่มีขั้นตอนตรวจตรายุ่งยากเหมือนบ้านเรา ไม่เข้มงวดเหมือนบ้านเรา แต่ถ้าเทียบกับอิสราเอลแล้ว บ้านเราเป็นเหมือนเด็กอนุบาลไปเลย ขอบคุณพระเจ้าสำหรับโอกาสที่ได้มาที่นี่ ได้มาหนุนจิตชูใจคนที่นี่ ขอพระเจ้าอยู่ด้วยกับประเทศนี้ และขอทรงสนับสนุนงานคริสตจักรที่นี่ ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน...
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันนี้ได้มาทำพันธกิจที่MM ที่นี่คงเป็นที่แรก และคงเป็นที่เดียวสำหรับปีนี้ เนื่องจากเรายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำที่กทม. ดังนั้นการเดินทางไปทำอะไรที่ต่างประเทศคงเป็นเรื่องที่จะทำในปีหน้าเป็นต้นไป วันนี้ระหว่างรอขึ้นเครื่องก็ได้บันทึกความคิดเรื่องต่างๆเอาไว้ ว่ายังมีคนอีกมากมายเหลือเกินที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ เห็นคนเดินไปเดินมาชาติต่างๆที่สนามบิน ก็ไม่ทราบว่ามีกี่มากน้อยที่จะแสวงหาพระเจ้า ไม่เห็นห้องอธิษฐานเหมือนในบางศาสนา เมื่อมาดูประเทศไทยก็มีคนไทยมากมายเหลือเกิน รอให้เราไปทำการประกาศข่าวประเสริฐ 60 กว่าล้านคน ข้าพเจ้าคงอธิษฐานและอธิษฐานที่จะเห็นคนไทยมากมายมาหาพระเจ้าเหมือนในวันนี้ที่เราได้ชมHope TVไป
เมื่อมาถึงสนามบินMM เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนามากขึ้น คงเพื่อต้อนรับชาวต่างประเทศที่มาเยือนประเทศ เมื่อก่อนสนามบินโทรม ไฟดับเป็นระยะ จะเข้าประเทศก็ต้องแลกเงินกำหนดจำนวนไม่ต่ำกว่าเท่าที่กำหนด จะเข้าห้องน้ำทีก็มีคนตามมาคอยเก็บเงิน ฯลฯ เดี๋ยวนี้อาคารสนามบินใหม่ ทันสมัย มีท่าเทียบเครื่องบิน ไม่บังคับแลกเงินของเขาแล้ว ฯลฯ อะไรอะไรก็เปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้แข่งขันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันนี้มาเช็คเน็ตเพราะเห็นที่โรงแรมมีไวร์เลส แต่พบว่าไม่สามารถเช็คอีเมล์ใดได้ จะส่งบทความในblog ก็ไม่สามารถส่งได้ อะไรที่เป็นด้านการสื่อสารดูจะถูกกันไว้หมด เมื่อผมเดินทางไปค่าย อ.ราชกิจก็ชี้ให้ผมดู เดี๋ยวนี้คนในประเทศนี้ใส่กางเกงกันมากขึ้น โลกเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ในโลกก็ค่อยๆซึมเข้ามาในประเทศนี้ ไม่สามารถป้องกันได้หมด นี่ผมคิดอย่างนี้ เหมือนกัน ในคริสตจักรก็เช่นกัน เราจะปิดคริสตจักรไม่รับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆคงไม่ได้ อย่างไรแล้ว สิ่งนั้นก็คงไหลเข้ามาในคริสตจักรได้อยู่ดี แต่สิ่งที่เราทำได้คือสั่งสอนแบ่งปันหลักพระวจนะที่ครบถ้วน ถูกต้อง ให้กับสมาชิกได้ทราบ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมคิดจะทำ ผมมีเวทีการสื่อสารอยู่แล้วนั่นคือในการเทศนา นอกจากนั้นก็คือการประชุมหัวหน้าแคร์ การประชุมผู้นำอภิบาล การประชุมกับทีมงานด้านต่างๆ Hope TV ฯลฯ
สำหรับในค่ายนี้ ก็ไปใช้ในโรงเรียนพระคัมภีร์กัน แปลกไหม! ผมคิด.... อยู่ในประเทศที่ถูกปิดกั้นด้านต่างๆ ความเจริญของประเทศน้อยกว่าประเทศเราแบบเทียบกันไม่ได้ ฯลฯ แต่ว่า... คริสเตียนมากกว่าประเทศเรา เป็นเพราะเหตุอะไรกัน บางทีถ้าพี่น้องมีคำตอบ แบ่งปันให้พวกเราได้ข้อคิดก็ดีครับ
เหมือนเช่นเคยที่ได้เคยมา ได้สอนสำหรับที่นี่ ซึ่งก็เป็นการเริ่มต้นงานใหม่เช่นกัน เพียงแต่ว่าที่นี่เริ่มมาได้หนึ่งปีแล้ว และคนนำก็เป็นคนใหม่ ผมมาที่นี่ก็ได้วางมืออธิษฐานเจิมผู้นำไว้สำหรับการนำคริสตจักรต่อไป เช่นเคย อาหารอร่อยมาก ทุกครั้งที่มา ถ้าไม่ระวัง กลับไปน้ำหนักเพิ่มครับ สำหรับที่นี่เขาบอกว่าเขาจะไปเยี่ยมตองจีกัน เป็นเมืองอยู่บนภูเขาสูง ไม่เหมือนที่ใดใดในประเทศนี้.. สวมเสื้อหนาวกันตลอดเวลา แหม! ชักอยากไปบ้างซะแล้วสิ เดี๋ยวขอเวลาสร้างกรุงเทพฯให้แข็งแรงก่อน อนาคตถ้าพระเจ้าทรงนำ ได้มาร่วมทริปแน่ ผมจะชวนพี่น้องประเทศไทยมาด้วย ใครอยากมา เก็บเงินร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทั้งได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนบ้านเรา ทั้งได้รับประทานอาหารที่ไม่เหมือนบ้านเรา ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้สนับสนุนพี่น้อง ได้เป็นกำลังใจให้พวกเขา ฯลฯ เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักเริ่มฝัน ฝันเรื่องไปตั้งคริสตจักรในต่างประเทศ แล้วก็จัดทริปชวนคนไทยไปเยี่ยมเยียนพวกเขาในประเทศต่างๆด้วยกัน ใครไปมาก็เล่าประสบการณ์การไปเยี่ยมเขียนลงบล็อกตนเอง เป็นไงครับ
มานี่ ก็ได้ฝันหลายอย่างครับ ฝันว่าจะทำอะไรบ้างในกรุงเทพฯ ฝันแล้วก็ต้องฝากไว้กับพระเจ้าเพื่อความฝันนั้นจะได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา พรุ่งนี้คงมีเวลาฝันหรือใคร่ครวญเรื่องต่างๆได้มากขึ้นครับ เพราะพรุ่งนี้ผมไม่ได้ไปที่ค่าย จะได้มีเวลาคิดใคร่ครวญเรื่องต่างๆ รวมทั้งเขียนพระวจนะเตรียมลงบล็อกด้วย
สำหรับคืนนี้ได้เทศนาฟื้นฟู สิ่งที่ทำให้รู้ว่าพระเจ้ามาเยี่ยมเยียนพวกเขา และอยู่ด้วยกับพวกเขาคือพระสิริของพระเจ้าครับ เห็นที่MM เหมือนกับที่ผมเห็นที่ประเทศไทยเลย พระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระเจ้ารักพวกเขาและอยู่ด้วยกับพวกเขาจริงๆ ขอให้การมาที่นี่ของพวกเรา เป็นที่หนุนจิตชูใจ ให้คริสตจักรพระเยซูเข้มแข็งและปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าต่อไป
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันนี้ไม่ได้ไปไหน ได้ใช้เวลาอดอาหารอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าสำหรับคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ สำหรับประเทศไทยและคนต่างๆ ผมอธิษฐานเผื่อคริสตจักรอย่างนี้ด้วยว่า ขอพระเจ้าประทานความสุขให้กับสมาชิกทุกคน ให้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบิกบานออกมาจากใจ ให้คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯเติบโตขึ้นมาใหม่บนรากฐานแห่งพระวจนะพระเจ้า และบนรากฐานแห่งของประทานของพระเยซูคริสต์ทั้งห้า นอกจากนั้นก็เตรียมเรื่องเพื่อเขียนในบล็อกทั้งบล็อกการรับใช้และบล็อกพระวจนะ สำหรับการรับใช้ วันนี้ก็กระจ่างแจ้งสำหรับเรื่องของประทาน คงจะได้มาแบ่งปันต่อไป ส่วนเรื่องพระวจนะที่จะเขียนในวันเสาร์นี้ ก็ยังเป็นความสงสัยอยู่ที่ต้องถามพระเจ้าก่อนที่จะนำมาแบ่งปัน
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ วันนี้ได้ไปสอนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินทางกลับไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน ระหว่างทางไปก็แวะชมโครงการเนอสเซอรี่ของที่นี่ซึ่งกำลังจะเปิดใช้งานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เสร็จเขาก็พาไปแวะทานอาหารเที่ยง ซึ่งในรายการที่สั่งมาไม่มีเมนูอาหารMMสักจาน มีแต่อาหารจีน อาหารไทย ผมชอบอาหารที่นี่ครับ ถ้ามาต่างแดนผมชอบรับประทานอาหารบ้านเขามากกว่า เพราะหารับประทานไม่ได้ในประเทศเรา และสำหรับอาหารที่นี่ก็อร่อยซะด้วยสิ....
สุดท้ายก็มานั่งรอขึ้นเครื่อง และเขียนบทความนี้เป็นครั้งสุดท้ายนี่แหละครับ การเข้ามาที่สนามบินที่นี่ก็แสนง่าย ไม่มีขั้นตอนตรวจตรายุ่งยากเหมือนบ้านเรา ไม่เข้มงวดเหมือนบ้านเรา แต่ถ้าเทียบกับอิสราเอลแล้ว บ้านเราเป็นเหมือนเด็กอนุบาลไปเลย ขอบคุณพระเจ้าสำหรับโอกาสที่ได้มาที่นี่ ได้มาหนุนจิตชูใจคนที่นี่ ขอพระเจ้าอยู่ด้วยกับประเทศนี้ และขอทรงสนับสนุนงานคริสตจักรที่นี่ ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน...
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
งานการรับใช้
ที่เล่ามาทั้งห้าด้านนั้น เป็นตัวอย่างของผมเทียบกับของประทานของพระเยซูคริสต์ที่เป็นคนที่พระเจ้าประทานให้มาในคริสตจักร 5 บุคคล ตามเอเฟซัส 4:11-13
11 ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์
12 เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น
13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
เป้าประสงค์จากพระคัมภีร์ตอนนี้คือจนกว่าเราทุกคนที่เป็นผู้เชื่อจะเติบโตเต็มที่จนถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ แล้วใครล่ะที่จะช่วยเตรียม พระคัมภีร์ได้บอกว่าคือของประทาน 5 บุคคลนี้ เตรียมเพื่อเราจะเป็นคนที่รับใช้ เตรียมเพื่อพระวรกายคือสมาชิกทั้งหมดจำเริญขึ้น โดยสรุปก็คือ พระเจ้าให้ของประทาน 5 บุคคลอยู่ในคริสตจักร (ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่เราจะทำกันต่อไป) เพื่อช่วยเตรียมธรรมิกชน ไปสู่ความไพบูลย์ในพระเยซูคริสต์
ตอนนี้เราก็คงสำรวจกันดูว่าแต่ละคนมีของประทานอะไร แล้วเรามาช่วยกันเสริมสร้างพระวรกายในคริสตจักรด้วยกัน ถามว่าแล้วเรามีของประทานอะไร ผมคิดว่ามี สามระดับในระดับของของประทานครับ 1) เป็นบุคคล 2) เป็นการรับใช้ 3) ทุกคนทำ
เรื่องนี้จะมาอธิขายต่อถ้าผมมีเวลานะครับ และมีอยู่1เรื่องที่ผมยังสงสัยอยู่ว่าทุกคนทำได้หรือไม่ ไว้ผมจะนำมาให้ท่านได้ลองอธิษฐานถามพระเจ้า และได้ลองใช้ความคิดดูครับ
ข้างล่างนี้เป็นความคิดที่ผมคุยกับเลขาฯผม และลองให้เขาเขียนดูครับ ซึ่งผมก็คิดว่าใช้ได้ครับ
นี่ก็เป็นทั้งหมดที่เขาทำครับ กว่าจะหาทางเอามาลงได้ สุดท้ายก็ต้องทำอย่างนี้ละครับ
สำหรับเรื่องของประทานอัครทูต ความคิดนี้ ผมมีข้อสรุปในปัจจุบันแล้ว ดังนี้ครับ
อัครทูตคือผู้แทนของพระเจ้า ผู้ที่ถูกส่งไป G652 ἀπόστολος apostolos (ap-os'-tol-os) n.
1. a delegate
2. (specially) an ambassador of the Gospel
3. (officially) a commissioner of Christ, "apostle" (with miraculous powers)
สำหรับด้านการรับใช้ การรับใช้ด้านนี้คือการถูกส่งออกไป เราเห็นได้จาก G649 ἀποστέλλω apostello (ap-os-tel'-lo) v.
1. set apart
2. (by implication) to send out (properly, on a mission)
– การส่งออกไป ได้รับมอบหมายให้ไปทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น กจ.8:14
ส่วนบทบาทที่ทุกคนต้องทำ ผมคิดว่าอยู่ในกิจการ 1:8 ครับ ที่พระคัมภีร์พูดว่า เราทุกคนจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช และจะเป็นพยานตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย สะมาเรีย จนสุดปลายแผ่นดินโลก พระคัมภีร์บอกให้เราทำบทบาทนี้เช่นกันทุกคน ถูกส่งออกไปประกาศจากใกล้ไปสู่ไกล
สรุปนะครับ ผมคิดว่ามีอยู่ 3 ระดับครับในการใช้ของประทาน 5 ด้านนี้ คือ ระดับแรก บางคนเป็น จะมีบางคนที่พระเจ้าแต่งตั้งไว้ให้เป็นไปตามของประทานห้าอย่างนั้น ระดับที่สอง บางคนมี จะมีบางคนที่พระเจ้าให้มีของประทานต่างๆเพื่อบางคนที่มีของประทานจะได้ทำหน้าที่ตามของประทานนั้นๆ ดังข้อพระคัมภีร์ที่เลขาฯผู้เขียนบทความด้านบนนั้นได้อ้างถึง และระดับที่สาม คือ ทุกคนทำบทบาท ผู้เชื่อทุกคนมีบทบาทที่ต้องทำ แม้ไม่ได้มีของประทานนั้นๆ เช่นทุกคนต้องประกาศเป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ แม้ไม่ได้มีของประทานประกาศ หรือไม่ได้เป็นผู้ประกาศ อื่นๆก็เช่นกันครับ แม้ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำบทบาทนี้
ครับ เรื่องต่อๆไปที่จะแบ่งปันคือ เรื่องของประทานแต่ละอย่าง
11 ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์
12 เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น
13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
เป้าประสงค์จากพระคัมภีร์ตอนนี้คือจนกว่าเราทุกคนที่เป็นผู้เชื่อจะเติบโตเต็มที่จนถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ แล้วใครล่ะที่จะช่วยเตรียม พระคัมภีร์ได้บอกว่าคือของประทาน 5 บุคคลนี้ เตรียมเพื่อเราจะเป็นคนที่รับใช้ เตรียมเพื่อพระวรกายคือสมาชิกทั้งหมดจำเริญขึ้น โดยสรุปก็คือ พระเจ้าให้ของประทาน 5 บุคคลอยู่ในคริสตจักร (ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่เราจะทำกันต่อไป) เพื่อช่วยเตรียมธรรมิกชน ไปสู่ความไพบูลย์ในพระเยซูคริสต์
ตอนนี้เราก็คงสำรวจกันดูว่าแต่ละคนมีของประทานอะไร แล้วเรามาช่วยกันเสริมสร้างพระวรกายในคริสตจักรด้วยกัน ถามว่าแล้วเรามีของประทานอะไร ผมคิดว่ามี สามระดับในระดับของของประทานครับ 1) เป็นบุคคล 2) เป็นการรับใช้ 3) ทุกคนทำ
เรื่องนี้จะมาอธิขายต่อถ้าผมมีเวลานะครับ และมีอยู่1เรื่องที่ผมยังสงสัยอยู่ว่าทุกคนทำได้หรือไม่ ไว้ผมจะนำมาให้ท่านได้ลองอธิษฐานถามพระเจ้า และได้ลองใช้ความคิดดูครับ
ข้างล่างนี้เป็นความคิดที่ผมคุยกับเลขาฯผม และลองให้เขาเขียนดูครับ ซึ่งผมก็คิดว่าใช้ได้ครับ
สำหรับเรื่องของประทานอัครทูต ความคิดนี้ ผมมีข้อสรุปในปัจจุบันแล้ว ดังนี้ครับ
อัครทูตคือผู้แทนของพระเจ้า ผู้ที่ถูกส่งไป G652 ἀπόστολος apostolos (ap-os'-tol-os) n.
1. a delegate
2. (specially) an ambassador of the Gospel
3. (officially) a commissioner of Christ, "apostle" (with miraculous powers)
สำหรับด้านการรับใช้ การรับใช้ด้านนี้คือการถูกส่งออกไป เราเห็นได้จาก G649 ἀποστέλλω apostello (ap-os-tel'-lo) v.
1. set apart
2. (by implication) to send out (properly, on a mission)
– การส่งออกไป ได้รับมอบหมายให้ไปทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น กจ.8:14
ส่วนบทบาทที่ทุกคนต้องทำ ผมคิดว่าอยู่ในกิจการ 1:8 ครับ ที่พระคัมภีร์พูดว่า เราทุกคนจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช และจะเป็นพยานตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย สะมาเรีย จนสุดปลายแผ่นดินโลก พระคัมภีร์บอกให้เราทำบทบาทนี้เช่นกันทุกคน ถูกส่งออกไปประกาศจากใกล้ไปสู่ไกล
สรุปนะครับ ผมคิดว่ามีอยู่ 3 ระดับครับในการใช้ของประทาน 5 ด้านนี้ คือ ระดับแรก บางคนเป็น จะมีบางคนที่พระเจ้าแต่งตั้งไว้ให้เป็นไปตามของประทานห้าอย่างนั้น ระดับที่สอง บางคนมี จะมีบางคนที่พระเจ้าให้มีของประทานต่างๆเพื่อบางคนที่มีของประทานจะได้ทำหน้าที่ตามของประทานนั้นๆ ดังข้อพระคัมภีร์ที่เลขาฯผู้เขียนบทความด้านบนนั้นได้อ้างถึง และระดับที่สาม คือ ทุกคนทำบทบาท ผู้เชื่อทุกคนมีบทบาทที่ต้องทำ แม้ไม่ได้มีของประทานนั้นๆ เช่นทุกคนต้องประกาศเป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ แม้ไม่ได้มีของประทานประกาศ หรือไม่ได้เป็นผู้ประกาศ อื่นๆก็เช่นกันครับ แม้ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำบทบาทนี้
ครับ เรื่องต่อๆไปที่จะแบ่งปันคือ เรื่องของประทานแต่ละอย่าง
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เล่าสู่กันฟัง - การเผยพระวจนะ
คงมีเพียงด้านนี้เท่านั้นครับที่ผมไม่มีของประทาน แต่ก็ได้รับการสำแดงเป็นครั้งเป็นคราว เช่นเรื่องที่่ผมเล่าไปแล้วว่าเห็นภาพตัวเองเป็นรถแทร็คเตอร์ตอนที่มาบุกเบิกสำโรง ภาพตอนไปประกาศกับอ.สมาน ที่อธิษฐานและเห็นคนที่ตาคลีได้รับการรักษาให้หายจากโรคต่างๆ และสิ่งที่พระเจ้ามาตรัสเป็นการส่วนตัวถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทำในอนาคต ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่เหมือนกับผู้ที่มีของประทานผู้เผยฯ ซึี่งจะรับการสำแดงจากพระเจ้า ล่วงรู้อนาคตที่พระเจ้าต้องการให้รู้ เพื่อประโยชน์แก่คริสตจักรของพระองค์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมมีความหิวกระหายด้วยเช่นกัน ผมปรารถนาให้พระเจ้าเจิมผมให้มีของประทานนี้ด้วย เพื่อผมจะนำทิศนำทางคริสตจักรได้ตามแผนการณ์ของพระเจ้า ผมอยากเห็นพระเจ้าใช้คริสตจักรนี้มากๆ ผมอยากเห็นคริสตจักรความหวังฯเป็นท่อพระพรนำสันติสุขของพระเจ้าไปสู่สังคมไทย และทุกสิ่งที่ทำ หรือที่ตั้งใจจะทำ ขอพระเจ้าได้รับพระเกียรติทั้งสิ้น อาเมน...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

